วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน วัน/เดือน/ปี 30 กันยายน 2557 ครั้งที่ 7


   บันทึกอนุทิน


 วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย


 อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์  จินตนา  สุขสำราญ 
             
  วัน/เดือน/ปี   30  กันยายน 2557     ครั้งที่  7
                 
เวลาเข้าสอน  08.00 น.    เวลาเรียน 08.30  น.

เวลาเลิกเรียน   12.20 น.


วันนี้อาจารย์มีกิจกรรมอยู่ 2  กิจกรรมที่นำมาให้นักศึกษาได้ทำ ดังนี้



 กิจกรรมกังหันกระดาษ


 1 กรรไกร

  2 กระดาษ

ภาพกิจกรรม








     ตัดกระดาษให้เป็นรูปใบพัด โดยให้เพื่อนๆในห้องได้สังเกต ลักษณะการโยนของเพื่อนๆแต่ละคนในการโยนกระดาษ

    เด็กได้ทำสิ่งประดิษฐิ์และค่อยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพลงไปในกังหันกระดาษ  การระบายสีให้มีสีสันสวยงาม


กิจกรรมนี้สามารถเชื่อมโยงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์  ดังนี้


air   คือ   สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา

wind  คือ  อากาศที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางในแนวราบ เกิดจากการแทนที่ของอากาศ เนื่องจากอากาศใน

บริเวณที่ร้อนจะลอยตัวสูงขึ้น ในขณะที่อากาศบริเวณใกล้เคียงที่อุณหภูมิต่ำกว่าจะเคลื่อนที่เข้ามาแทนที่

Weather proof    คือ  การที่เราเอาลูกโป่งหรือไม่ก็ถุงพลาสติกมาเป่าทำให้เกิดอากาศในถุง

ทำให้ถุงหรือลูกโป่งเกิดการพอ งตัวขึ้น 

กิจกรรมที่2 











บทความที่เพื่อนนำเสนอ

1 เรื่อง สะกิดให้ลูกคิดแบบวิทยาศาสตร์

สรุป  คือ  รูปแบบ 5 Es Modal  ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนง่ายๆซึ่ง พ่อ แม่ สามารถนำไปฝึกให้ลูกคิดแบบ  

วิทยาศาสตร์      
  1. Engage     การมีส่วนร่วม
  2. Explore      สำรวจ
  3. Explain      อธิบาย
  4. Elaborate     รายละเอียด
  5. Evaluate       ประเมิน

2  สนุกสนานเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องไก่

สรุป การเรียนรู้จากนิทาน จัดกิจกรรม  3 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก  คือเด็กได้ร้องเพลง ไก่  พร้อมทั้งทำท่าทาง ประกอบเพลง อย่างอิสระ

ขั้นที่สอง   ชวนเด็กตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ในการสืบค้น

ขั้นสุดท้าย  ขั้นสรุป เด็กนำเสนอผลงานจากการสังเกตรูปร่างลักษณะของไก่และเป็ดผ่านการวาดภาพบนกระดาน  เด็กได้รู้ว่าไก่และเป็ดมีรูปร่างลักษณะต่างกัน โดยค้นพบคำตอบด้ายด้วยตนเอง จากการสังเกตและเปรียบเทียบ

3 เรื่อง เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์

สรุป  การสอนวิทยาศาสตร์ตามรูปแบบ 7 ประการที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้ผสมผสาน วิธีการสืบเสาะ
หาความรู้ด้วยตนเอง


   1  การคาดหมาย (Expectation)    หมายถึง วัตถุประสงค์กว้างๆ เป็นแนว ความคิดหรือการสร้างภาพกว้างๆ เกี่ยวกับบทเรียนขึ้นมา ครูจะต้องมีความยืดหยุ่นที่จะ ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์นี้ไปตามสถานการณ์

  2  สิ่งล่อใจ (Enticement)
คือ กิจกรรมที่จะสามารถชักชวนให้เด็กๆ สนใจ จะเรียนรู้ อาจจะออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วีดีโอ การเล่าเรื่องสั้น การจัดตกแต่ง ห้องเรียน การใช้เสียงประกอบ ใช้อารมณ์ขันหรือการสาธิตให้ดู
 
 3  การเข้าร่วมกิจกรรม (Engagement)
ช่วยให้เกิดความเข้าใจใน บทเรียน โดยอาจจะเป็นการนำเสนอหน้าชั้น การสาธิต หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

การอธิบาย (Explanation)
หลังจากที่ได้ช่วยกันพิจารณาวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้จนเกิดความเข้าใจแล้ว ก็จะเป็นช่วงที่นักเรียนจะมีการอภิปรายร่วมกัน ในการอธิบาย แนวความคิดหลักต่างๆ ทั้งครูและนักเรียนอาจเป็นผู้ริเริ่มหัวข้าสนทนาได้ทั้งในกลุ่มเล็กและ กลุ่มใหญ่ แหล่งที่มาของข้อสนทนาก็อาจจะมาได้จากแหล่งต่างๆ

การค้นหา (Exploration)
จะช่วยผลักดันให้นักเรียนพิจารณาความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ นำมาเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของชั้นเรียน การทำกิจกรรมด้วย ตนเอง

การขยายความ (Extension)   เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้ ของตนมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ

 7  หลักฐาน (Evidence)
  เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสะท้อนความรู้ ความคิดของตนออกมาทางการเขียนที่มิใช่การทำข้อสอบ นักเรียนจะต้องเขียนผลลัพธิ์ของ การทดลองเพื่อฝึกการจัดระบบความคิด และเชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก ประสบการณ์ที่มี และเรามีแนวการเขียนรายงานสั้นๆเรียกว่า ฟอร์ กอล์ฟเฟอร์ (FGOLFeRS) 

4   เรื่องวิทยาศาสตร์ปฐมวัยจำเป็นหรือไม่  

สรุป        การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและธรรมชาติเป็นสาระหลักสำหรับเด็กปฐมวัยในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยเน้นให้เด็กมีความสนุกกับการเรียน  รู้จักสร้างสรรค์และคิดสร้างสรรค์
                                                                                                  
 สาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจำแนกเป็น  4  หน่วย
 
                        หน่วยที่  1     การสังเกตโลกรอบตัว
                        หน่วยที่  2     การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้
                        หน่วยที่  3     รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง
                        หน่วยที่  4     การจัดหมู่และการจำแนกประเภท

5   เรื่อง ส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก
 
สรุป       ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับการคิดสิ่งใหม่ๆ ซึ่งขัดแย้งกับความคิดเดิมๆ โดยดึงเอาประสบการณ์เก่าๆ ออกมาทั้งหมด และเลือกที่จะสร้างแบบแผนใหม่ๆ ออกมาให้ปรากฏ ซึ่งการจัดแบบแผนของการคิดใหม่นี้เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ความคิดคล่องตัว (Fluency) เป็นความสามารถที่ผลิตความคิดที่นุ่มนวลและรวดเร็วในการแก้ปัญหา และความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการค้นพบลักษณะที่มีความหลากหลาย สมองมนุษย์ สามารถคิดเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันระหว่างความรู้และประสบการณ์ ทำให้เกิดการต่อยอดความรู้เดิมและการต่อเติมจินตนาการออกไป 


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้  

    สามารถนำกิจกรรมที่อาจารย์สอนในวันนี้ไปปรับใช้ในการสอนเด็ก  ทำให้เด็กเกิดทักษะกระบวนการคิดที่จะประดิษฐ์ สื่อในการเล่นในอนาคตต่อไปได้ค่ะ

ประเมินตนเอง

วันนี้ตั้งใจเรียนและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในห้องเรียน

ประเมินเพื่อน 

เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในห้องเรียน   

ประเมินอาจารย์

อาจารย์สอนสนุก และก็พานักศึกษาทำกิจกรรมภายในห้องเรียน ในการประดิษฐ์สื่อที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ทำให้เด็ก เข้าใจเนื้อหาในการเรียนคะ























วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน วัน/เดือน/ปี 23 กันยายน 2557 ครั้งที่ 6

 บันทึกอนุทิน
  
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์  จินตนา  สุขสำราญ 
             
  วัน/เดือน/ปี   23  กันยายน 2557     ครั้งที่  6
                 
เวลาเข้าสอน  08.00 น.    เวลาเรียน 08.30  น.

เวลาเลิกเรียน   12.20 น.


วันนี้อาจารย์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำ   Mind   map  และอาจารย์ได้พูดถึงทฤษฎีของจอห์น ดิวอี้  (  John  Dewey )



จอห์น  ดิวอี้ ( John   Dewey ) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้จากการกระทำ (Learning  by Doing) ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางจากการทำจริงในทุกกสถานการณ์จริง


กิจกรรมในวันนี้

อาจารย์ได้แจกกระดาษและอุปกรณ์ให้กับนักศึกษา   ซึ่งมีรูป ผีเสื้อ  Buttertly  และรูป นก

Bird   ซึ่งดิฉันได้เลือกเอารูปผีเสื้อ และอาจารย์ได้ให้ตัดกระดาษตามรูปและให้เก็บเศษกระดาษส่วนที่เหลือไว้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ต่อ   วันนี้อาจารยได้ให้ทำรูปภาพที่มีความสัมพันธ์กัน


ผลงาน



   



  ผีเสื้อกับดอกไม้ ผีเสื้อกำลังจะบินไปดูดดอกไม้ในกระถางดอกไม้ที่ได้ปลูกไว้

เมื่อนำกระดาษมาทากาวติดกัน แล้วหมุนทำให้เกิดความสัมพันธ์กัน

บทความขอเพื่อนที่ได้นำเสนอ

1  เรื่องสอนลูกเรื่องพืช

 สรุป  ธรรมชาติของเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที้ง  4  ด้าน
 
ด้านร่างกาย    กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่

ด้านอารมณ์     ทำให้เด็กผ่อนคลาย

ด้านสังคม        เด็กได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ

ด้านสติปัญญา    เด็กได้ทดลองปลูกดอกไม้


2   เรื่อง  เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทาน

 สรุป  ใช้นิทานเป็นสื่อในการเรียนรู้ เช่น  ภาษา  รูปภาพ และสิ่งใกล้ตัวเด็ก

 
3 เรื่อง แนวทางสอนคิดวิทย์ให้เด็กอนุบาล

สรุป  การส่งเสริมให้เด็กเกิดการคิด  ตั้งคำถาม

หาคำตอบ  นำเสนอ   หาสิ่งที่นำเสนอมาเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์

การนำไปประยุกต์ใช้

สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในอนาคตได้เป็นอย่าดี ทั้งการทำสื่อ และความรู้เกี่ยวกับ

ทฤษฎี ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ในการสอนได้ และบทความที่เพื่อน

ได้นำเสนอสามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้ ในการสอนเด็กๆทำผลงานเกี่ยวกับวิทยา

ศาสตร์ในอนาตคต่อไปค่ะ

ประเมินตนเอง

วันนี้แต่งกายถูกระเบียบเรียบร้อย  ตั้งใจเรียนและทำงานตามที่อาจารย์มอบหมายให้ทำค่ะ

ประเมินเพื่อน

วันนี้เพื่อนๆแต่งกายถูกระเบียบตั้งใจเรียน  และทำกิจกรรมที่อาจารย์ให้ทำอย่างเต็มที่และมี

ความคิดออกแบบออกไปต่างจากเพื่อนๆ


ประเมินอาจารย์

วันนี้อาจารย์มีกิจกรรมมาให้นักศึกษาได้ทำและออกแบบความคิดที่แตกต่างกัน  โดยอาจารย์จะไม่กีดกั้น

ความคิดของเด็กให้เด็กทำตามความคิดและจินตนาการของตนเอง



























บันทึกอนุทิน วัน/เดือน/ปี 16 กันยายน 2557 ครั้งที่ 5

 บันทึกอนุทิน
  
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์  จินตนา  สุขสำราญ 
             
  วัน/เดือน/ปี   16  กันยายน 2557     ครั้งที่  5
                 
เวลาเข้าสอน  08.00 น.    เวลาเรียน 08.30  น.

เวลาเลิกเรียน   12.20 น.

บทความขอเพื่อนที่ได้นำเสนอ

1 เรื่องสอนลูกเรื่องปรากฎการณ์ทางธรรมชาติสำคัญอย่างไร

สรุป   เด็กได้ทักษะการสังเกต  การเปรียบเทียบ  การปฎิบัติ


2  เรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

สรุป  เด็กได้ทักษะ  การสังเกต การจำแนก   การเรียงลำดับ   การวัด   การคาดคะแน





ความลับของแสง

แสง คือ พลังงานที่ปลดปล่อยออกจากอะตอม มันเป็นกลุ่มก้อนของพลังงานที่มีโมเมนตัมแต่ไม่มีมวล อนุภาคเหล่านี้เรียกว่า โฟตอน 

       อิเล็กตรอนคืออนุภาคที่มีประจุลบ หมุนอยู่รอบนิวเคลียสที่มีประจุเป็นบวก มีอยู่หลายตัว แต่ละตัวอยู่ในวงโคจรที่แตกต่างกัน พลังงานวัดได้จากระยะห่างจากนิวเคลียส ทำให้อิเล็กตรอนมีพลังงานในแต่ละระดับแตกต่างกัน กล่าวได้ว่า อิเล็กตรอนที่มีวงโคจรไกลจากนิวเคลียสมีพลังงานมากกว่าวงโคจรใกล้นิวเคลียส เมื่ออะตอมได้รับพลังงานจากภายนอก อิเล็กตรอนวงโคจรต่ำถูกกระตุ้นเปลี่ยนไปอยู่ในวงโคจรนี้ชั่วครู่และตกลงสู่วงโคจรเดิม ปลดปล่อยพลังงานออกไปในรูปของโฟตอน ซึ่งก็คือแสงนั่นเอง
      ความยาวคลื่นของแสงที่ได้ขึ้นอยู่กับ ปริมาณของพลังงาน และตำเเหน่งของอิเล็กตรอน ดังนั้นอะตอมของธาตุแต่ละประเภท จะให้แสงที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน หรือจะกล่าวว่า สีของแสงขึ้นอยู่กับชนิดของอะตอมหรือธาตุที่ได้รับการกระตุ้น  กลไกพื้นฐานดังกล่าวนี้ ใช้กับแหล่งกำเนิดแสงได้ทุกประเภท หลอดฟลูออเรสเซนต์ก็ใช้ได้เหมือนกัน

 ปรากฎการณ์แสงเหนือ-แสงใต้
    ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจากห้วงอวกาศ แสงสกุสกาวสว่างไสว หลากสีสันจะปรากฎเกิดขึ้น ณ สุดขอบฟ้าอันไกลโพ้นคล้ายมานสวรรค์ ดุจดั่งแพรพรรณหลากสี แสงเหนือ-แสงใต้เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดจากลมสุริยะที่ถูกพัดพามาจากดวงอาทิตย์มากระทบกับโลกของเรา ปราฎกการณ์ที่ว่ามานี้มักมีปราฎกการณ์ให้เห็นแถบขั้วโลก จึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก   ปรากฎการณ์ แสงเหนือ เเสงใต้ หรือปรากฎการณ์ แสงขั้วโลก มีชื่อภาษาอังกฏษว่า Auror Polaris มักจะเิกิดขึ้นในขั้วโลกเหนือและใต้ โดยมีชื่อเรียกที่ต่างกัน ขั้วโลกเหนือจะขนานนามว่า Aurora Borealis หรือ แสงเหนือส่วนขั้วโลกใต้เรียกว่า Aurora Australis หรือแสงใต้ และถูกเรียกรวมๆกันว่า แสงออโรร่า

  การสะท้อนของแสง

    เมื่อมีลำแสงตกกระทบผิววัตถุจะทำให้ปรากฎการณ์ สะท้อนของแสงการสะท้อนของแสง เป็นไปตามกฎการสะท้อน   
   1.รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉาก จะอยู่ในระนาบเดียวกันรังสีตกกระทบ หมายถึงสีที่แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงที่ตกกระทบกับผิวของวัตถุ รังสีตกสะท้อน หมายถึงรังสีที่แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงที่สะท้อนออกจากผิววัตถุเส้นแนวฉากคือเส้นทางตรงที่ลากตั้งฉากกับผิววัตถุ ณ จุดที่รังสีตกกระทบผิววัตถุ
  2.มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
      มุมตกกระทบ คือ มุมที่รังสีตกกระทบทำกับเส้นแนวมุมฉาก (มุม  I)
      มุมสะท้อน คือ มุมที่รังสีสะท้อนทำกับเส้นแนวฉาก (มุม R)

สีของแสง
      
   การมองเห็นสีต่าง ๆ บนวัตถุเกิดจากการผสมของแสงสี เช่น แสงขาวอาจเกิดจากแสงเพียง 3 สีรวมกัน แสงทั้ง 3 สี ได้แก่ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือเรียกว่า สีปฐมภูมิ และถ้านำแสงที่เกิดจากการผสมกันของสีปฐมภูมิ 2 สีมารวมกันจะเกิดเป็น สีทุติยภูมิ ซึ่งสีทุตยภูมิแต่ละสีจะมีความแตกต่างกันในระดับความเข้มสีและความสว่างของแสง ดังภาพ



    
      เรามองเห็นวัตถุที่เปล่งแสงด้วยตัวเองไม่ได้ก็เพราะมีแสงสะท้อนจากวัตถุนั้นเข้าสู่นัยย์ตาของเรา 

และสีของวัตถุก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแสงที่สะท้อนนั้นด้วย โดยวัตถุสีน้ำเงินจะสะท้อนแสงสีน้ำเงินออก

ไปมากที่สุด สะท้อนแสงสีข้างเคียงออกไปบ้างเล็กน้อย และดูดกลืนแสงสีอื่น ๆ ไว้หมด ส่วนวัตถุสีแดง

จะสะท้อนแสงสีอดงออกไปมากที่สุด มีแสงข้าวเคียงสะท้อนออกไปเล็กน้อย และดุดกลืนแสงสีอื่น ๆ ไว้

หมด สำหรับวัตถุสีดำจะดูดกลืนทุกแสงสีและสะท้อนกลับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังภาพ

การหักเหของแสง (Refraction of Light)

เมื่อแสงเดินทางผ่านวัตถุหรือตัวกลางโปร่งใส เช่น อากาศ แก้ว น้ำ พลาสติกใส แสงจะสามารถเดินทางผ่านได้เกือบหมด เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางชนิดเดียวกัน แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ แต่ถ้าแสงเดินทางผ่านตัวกลางหลายตัวกลาง แสงจะหักเห

สาเหตุที่ทำให้แสงเกิดการหักเห

       เกิดจากการเดินทางของแสงจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งซึ่งมีความหนาแน่นแตกต่างกัน จะมีความเร็วไม่เท่ากันด้วย โดยแสงจะเคลื่อนที่ในตัวกลางโปร่งกว่าได้เร็วกว่าตัวกลางที่ทึบกว่า เช่น ความเร็วของแสงในอากาศมากกว่าความเร็วของแสงในน้ำ และความเร็วของแสงในน้ำมากกว่าความเร็วของแสงในแก้วหรือพลาสติก
    
การที่แสงเคลื่อนที่ผ่านอากาศและแก้วไม่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเพราะเกิดการหักเหของแสง โดยแสงจะเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ( โปร่งกว่า) ไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า ( ทึบกว่า) แสงจะหักเหเข้าหาเส้นปกติ ในทางตรงข้าม ถ้าแสงเดินทางจากยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า ไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า แสงจะหักเหออกจากเส้นปกติ


การนำไปประยุกต์ใช้ 

   สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้สามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้เป็นอย่างดี  ในเรื่องมหัศจรรย์ของแสง และเอา  
ความรู้ที่อาจารย์สอนและบทความของเพื่อนๆ จากที่ได้ฟังสามารถนำไปบูรณาการสอนเด็กได้เป็นอย่าง 

ดี

ประเมินตนเอง

ตั้งใจเรียน และเพื่อนออกมานำเสนอบทความและ ฟังอาจารย์บรรยายหน้าห้อง  การแต่งตัวในวันนี้แต่งกายเรียบร้อย

ประเมินเพื่อน

ตั้งใจเรียนเป็นบางคน เพราะมีปัญหาในสื่อการใช้สอน ลำโพงไม่ค่อยดัง  ทำให้เพื่อนๆไม่ค่อยได้ยิน แต่งกายเรียบร้อย


ประเมินอาจารย์

วันนี้อาจารย์ยังสอนไม่เต็มที่เนื่องด้วยมีภารกิจที่ต้องไปทำ   และสอนในบางเรื่องค่ะ